draft
โดยที่หยุดเวลาแล้วมาทำต่ออีกวันไม่ได้ ทั้งๆที่ถ้าไม่ทำกิจกรรมสำคัญอื่นๆเลย ระบบชีวิตก็อาจจะพังได้เหมือนกัน
2026-08-01 11:50
-
ใช้การ warm up สมองก่อนเข้าสู่การอ่านหนังสือ ด้วยการอ่านทวนเนื้อหาของครั้งก่อน ใน1-2 ชม.แรก น่าจะดีกว่าอ่านพระไตรปิฎก ตรงที่
- ไม่มี context switching ซึ่งจะอันตรายตอน gap ที่กำลังเปลี่ยนเนื้อหา เพราะ อาจหนีไปเล่นสิ่งบันเทิงและสมาธิหลุดได้ หรือบางทีก็พะวงว่า เราวอร์มพอหรือยังนะ แต่ถ้าอ่านทวนเนื้อหาเดิมของครั้งก่อน จนไปถึงเนื้อหาใหม่ แล้วอ่านไหลลื่น ก็คงไม่ต้องสงสัยแล้วว่าเราวอร์มพอหรือยัง
- นอกจากนี้จะใช้สมองซ้ำซ้อน เพราะ สุดท้ายก่อนเข้ากิจกรรมหลักก็ต้องอ่านทวนของเก่าเล็กน้อยเพื่อต่อเนื้อหาอยู่แล้ว
- การวอร์มด้วยการทวนเนื้อหาของครั้งก่อน จะเป็นการจุดชนวนประสาทส่วนที่ต้องใช้งานอย่างพอดิบพอดี และทำให้การอ่านต่อไหลลื่นที่สุด
-
กรณีมีกิจกรรมจุกจิก ที่สำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นต้องทำตอนเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมอง มีสมาธิหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็สามารถทำได้และควรทำอย่างยิ่ง แต่ให้นำมาลบออกจากโควต้าเวลา 20% แล้วที่เหลือ คือเวลาสำหรับทำเรื่องจุกจิกที่สำคัญในตอนเย็น
- ตัวอย่าง ตั้งแต่ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึง การบริหารกล้ามเนื้อตา(Pencil push up 20 ครั้ง) เพื่อ warm up กล้ามเนื้อตา และ อ่านพระไตรปิฎก 30 นาที เพื่อ warm up สมอง เป็นต้น
- กระบวนการเหล่านี้ไม่ต่างจากนักกีฬาระดับโลก ที่ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด(ร่างทอง) ก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งเลยจริงไหม?!)
- แต่ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนกิจกรรมหลัก อย่าทำทับซ้อนแทรกกัน เมื่อทำครบจนสมองพร้อมแล้ว ก็ทำกิจกรรมหลักต่อยาวๆได้เลย
-
?ตอนเย็น อาจทำกิจกรรมจุกจิกวันละอย่าง ไม่ทำหลายๆอย่าง ก็น่าจะดีเหมือนกัน เพราะ เหมือนถ้าอัดหลายๆอย่างในช่วงเวลาที่เหลือ สมองจะมึนคิดอะไรไม่ออกในช่วงเวลาท้าย(ได้แต่นั่งเอ๋อจนถึงเวลานอน) เพราะ สมองจะต้องเสียพลังงานมากไปกับการดึงข้อมูลในหัวออกมาขณะเริ่มกิจกรรมใหม่(AI: Context Loading & Working Memory Retrieval) ถ้ามีหลายกิจกรรมยิบย่อยเรียงกัน สมองก็จะต้องเสียพลังตรงนี้ไปมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะลดลง และหมดแรงก่อนถึงเวลานอน
2026-07-18 12:05 -
เราสามารถอ่านหนังสือตอนกินอาหารได้ โดยอาหารต้องไม่ถูกปรุงแต่งรสชาติมากเกินไปจนดึงสมาธิ วิธีการกินที่ซับซ้อนไม่เกี่ยว(เช่น แกะเปลือกไข่) แต่รสชาติอาหารที่ปรุงแต่งจัดๆ ฟินๆ(กระทั่งแม็กกี้ที่เหยาะไข่) จนส่งผลให้เกิด dopamine spike และ ดึงพลังสมาธิและ will power ไม่ต่างจากการเสพสิ่งบันเทิงทางตา หู
2026-07-17 07:04- อาหารรสธรรมชาติ เป็นอาหารที่ไม่หวือหวา แต่กินได้เรื่อยๆ และพอชินแล้ว จะไม่อยากกลับไปกินอาหารปรุงแต่งจัดๆอีก เพราะมัน "ไม่อร่อย"
- ทั้งนี้เกลือหรือซีอิ๊วที่ไม่มีชูรสกินได้นะ แต่อย่างพวกซอสปรุงรสที่มีน้ำตาลทรายและชูรส(MSG)ผสมอย่างเข้มข้น กินไม่ได้
-
อาจใช้การอ่านเนื้อหาเก่า เป็นการ warm up น่าจะดีกว่า อ่าน Tripitaka(ที่น่าจะเหมาะกับไว้อ่านก่อนนอน)
2026-07-13 15:38- หลายๆครั้ง การอ่านเพียงรอบเดียว อาจมีเนื้อาหบางส่วนที่ตกหล่น การอ่านแบบ overlapping ในแต่ละหัวข้อ ก็น่าสนใจนะ จะทำให้ทุกเนื้อหามีการอ่านเพื่อเก็บรายละเอียดซ้ำ 2 ครั้ง แต่ต้องไม่ลืม ทำสรุปแบบ active recall ในตอนท้ายของการอ่าน
2026-07-14 12:09
- หลายๆครั้ง การอ่านเพียงรอบเดียว อาจมีเนื้อาหบางส่วนที่ตกหล่น การอ่านแบบ overlapping ในแต่ละหัวข้อ ก็น่าสนใจนะ จะทำให้ทุกเนื้อหามีการอ่านเพื่อเก็บรายละเอียดซ้ำ 2 ครั้ง แต่ต้องไม่ลืม ทำสรุปแบบ active recall ในตอนท้ายของการอ่าน
-
กรณีมีกิจกรรมสำคัญอื่นๆที่ต้องทำตอนเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมอง มีสมาธิหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็สามารถทำได้และควรทำอย่างยิ่ง
- ตัวอย่าง ตั้งแต่ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึง การบริหารกล้ามเนื้อตา(Pencil push up 20 ครั้ง) เพื่อ warm up กล้ามเนื้อตา และ อ่านพระไตรปิฎก 30 นาที เพื่อ warm up สมอง เป็นต้น
- กระบวนการเหล่านี้ไม่ต่างจากนักกีฬาระดับโลก ที่ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด(ร่างทอง) ก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งเลยจริงไหม?!)
- แต่ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนกิจกรรมหลัก อย่าทำทับซ้อนแทรกกัน เมื่อทำครบจนสมองพร้อมแล้ว ก็ทำกิจกรรมหลักต่อยาวๆได้เลย
โดยส่วนตัว หาวิธีจัดตารางเวลาให้ วิธีคือ ถ้าเรานอน 7 ชม ก็จะมีเวลาตื่น 17 ชม เวลา 14 ชมแรกของวัน ให้มุ่งทำสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว จะสามารถโฟกัส และได้ผลงานที่ดีเยี่ยมที่สุด และเวลา 3 ชม ท้ายสุดของวัน ใช้ในการจัดการเรื่องจุกจิก
แต่ไม่ใช่ว่าช่วงเวลา 80% แรก เราจะทำอย่างอื่นเลยไม่ได้นะ เพียงแต่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราตั้งใจไว้เป็นหลัก พอว่างจากกิจกรรมอื่น ก็จะมาทำสิ่งที่เราตั้งใจไว้