บันทึกของบี

บันทึกการเดินทาง บนเส้นทางเดินแห่งชีวิต ของคนธรรมดาคนหนึ่ง

ยกเลิก day rotation: ตารางเวลา = 80% หลัก - ทำสิ่งสำคัญเพียงหนึ่งอย่าง, 20% ที่เหลือ - ทำเรื่องจุกจิก

2026-07-10 ใน Not work
สรุปว่ายกเลิก เพราะไม่ได้ผลจริงอย่างที่คิดไว้ กลับไปทำ 2hr block rotation

2026-07-18 08:27

  • เราต้องการระบบที่ช่วยเหลือ ให้พันธะในชีวิตลดลง อิสระขึ้น คล่องตัวมากขึ้น ไม่ใช่ระบบที่เพิ่มพันธะให้กลายเป็นโซ่ตรวน เพิ่มความวิตกกังวลในชีวิตมากขึ้น
    • ถ้าระบบดีจริง จะต้องสามารถรองรับความแปรปรวน ยืดหยุ่นได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีการช่วยเหลือหรือใช้ will power ในการบังคับให้ทำตามตาราง
    • น่าจะต้องบันทึก log เพื่อเก็บสถิติและพิสูจน์ว่า ระหว่าง 2hr block rotation(พิสูจน์แล้วว่าเสถียร) กับ day by day rotation(แนวคิดใหม่) อย่างไหนที่สามารถรันไปได้ด้วยตัวเองมากกว่ากัน

2026-08-10 07:20

ปัญหา

  • เหมือนพอโฟกัสกับอย่างเดียว มันก็ไม่ได้ช่วยให้โฟกัสได้จริง ต้องอาศัยการควบคุมตนเองร่วมด้วย ต่างจาก 2hr block rotation ที่มีการสับเปลี่ยนเนื้อหาหลากหลาย ทำให้สมองตื่นตัวกว่า และโฟกัสได้ดีกว่า น่าจะชนะในกรณีนี้
  • นอกจากนี้พออ่านไปจนเกิน 2 ชม ในชีวิตจริง(ที่ไม่ได้นับแค่การจับเวลาตอนอยู่กับหน้าหนังสือ แต่รวมเวลาฟุ้งซ่านเล็กๆน้อยๆด้วย) ก็จะเริ่มอ่านได้ช้าลง แต่ถ้าเป็น 2hr block rotation ที่สลับอย่างอื่นมาอ่าน จะกระตุ้นความสนใจกลับมาและอ่านเนื้อหาใหม่ต่อได้โดยที่สมองไม่ล้า เป็นการใช้เวลาที่เหลือได้คุ้มค่ากว่า
  • 2 ชม.​ไม่ใช่เวลาที่ยาวนานนัก สามารถอดทนได้ไม่ยากเท่าการตะลุยเนื้อหาเดียวอย่างโดดเดี่ยวทั้งวัน
  • ระยะ 2 ชม เหมือนเป็น scaffold ที่ช่วยประคองวินัย ให้ทำได้อย่างต่อเนื่อง และตัดจบได้อย่างสมดุล
  • ระบบชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง ต้องมีความยืดหยุ่น ไม่ใช่การตัดโอกาสในชีวิตด้านอื่นๆ สำหรับ day block บางทีกังวลจนไม่กล้าทำกิจกรรมสำคัญอื่นๆ เพราะ ไม่แน่ใจว่าอะไรสำคัญกว่า และกลัวจะเสีย day block นั้นไปเปล่าๆ
  • วันไหนงานเยอะ หากเป็น day rotation วันนั้นจะเสียไปทั้งวัน ทำให้เริ่มเกลียดการทำงานและปัจจัยแวดล้อม แต่ถ้า 2hr-block rotation จะยืดหยุ่นกว่า เพราะถ้าอ่านไม่จบวันนั้น ก็ทดเวลา ไปอ่านต่อวันถัดไป ทำให้ได้อ่านแต่ละวิชาอย่างเท่าเทียม
  • การเขียนบันทึกและตกผลึกไอเดียก็สำคัญ(Refactoring) เพราะจะช่วยตรวจสอบและปรับปรุงชีวิตในแต่ละช่วงเวลา และทำให้ดีขึ้นๆ แต่ถ้าเป็น day rotation ตอนที่มีไอเดีย จะไม่กล้าเสียเวลามาเขียนบทความตกผลึก หรือมาจัดการต่อยอดไอเดียนั้นๆ เพราะ กลัวเสียดายเวลาหลัก โดยหากไม่มีการจัดการชีวิต ตกผลึกความคิดหรือไอเดียเป็นช่วงๆ อาจเกิดภาวะ dead lock คือ ติดใน loop ที่ผิดพลาดต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้กลับมาทบทวนแก้ไขอย่างทันท่วงที แต่ถ้าเป็น 2hr block rotation ที่ยืดหยุ่นกว่า ก็สามารถสลับมาเขียนบันทึกตกผลึกไอเดียก่อนได้ แล้วกลับไปอ่าน 2hr block ต่อ

โดยส่วนตัวพบว่า ตารางเวลาที่เกิดประโยชน์จริงต่อชีวิต ไม่ใช่ตารางที่ซับซ้อน เต็มไปด้วยกิจกรรมยิบย่อยหลากหลาย หากแต่เป็น ตารางเวลาที่มุ่งเน้นการทำสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียวในเวลาส่วนใหญ่ 80% ของแต่ละวัน ส่วนเวลาอีก 20% ที่เหลือ ก็นำไปทำสิ่งต่างๆที่จุกจิกยิบย่อยทั้งหลาย

80% แรกของวัน(~ 14 ชม.) ทำสิ่งสำคัญเพียงหนึ่งอย่าง

  • 80% แรกของวัน ตั้งแต่ตื่น ให้ทำสิ่งสำคัญ เพราะสมองยังแจ่มใสที่สุด ไม่ล้า
  • โฟกัสกับสิ่งสำคัญเพียง 1 อย่าง จะดึงศักยภาพสมองออกมาได้มากที่สุด เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง หรือเกิดปริมาณงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
    • แต่หากมีงานประจำและทำสิ่งสำคัญไปด้วย ขอเพียงเวลาว่างจากการทำงาน ให้กลับมาโฟกัสสิ่งสำคัญที่จะทำ เพียงอย่างเดียว
  • ทำวันละอย่างเท่านั้น แต่อาจสลับสิ่งสำคัญที่จะโฟกัสไปในแต่ละวันได้ เช่น มีหนังสือ 5 วิชา ก็หมุนอ่านวันละวิชา สลับวนวันละอย่าง เป็นต้น
  • กรณีที่มีกิจกรรมแทรก ก็สามารถทำได้ เช่น จดโน๊ตบันทึกไอเดียที่ผุดขึ้น จดโน๊ต To-do list ที่นึกขึ้นได้ เป็นต้น แต่จะไม่ทำอย่างจริงจังในช่วงเวลานี้ เพราะ สิ่งจุกจิก จะมีเวลาไว้เน้นทำในอีก 20% หลัง
  • เทคนิคการโฟกัส(สำหรับการอ่าน) คือ อ่านแบบ snack เหมือนของขบเคี้ยวเวลาว่างสำหรับสมอง ว่างเมื่อไหร่ ก็กลับมาอ่านสัก 1-2 ประโยค ข้อดีคือ สามารถป้องกันการ distraction เพราะ มันเป็นลักษณะเดียวกับการ distraction โดยตัวมันเอง
  • ข้อดีของการโฟกัสกับสิ่งเดียว คือ
    1. หมุดหมายสำหรับนึกคิด(Cognitive anchor) - จะเป็นการกระทำไว้ในใจเนืองๆ ในเนื้อหาตลอดวัน (*จะเหมือนหลักอิทธิบาท 4 ในข้อจิตตะ) ว่างเมื่อไหร่ก็สามารถหยิบเนื้อหามาคิด วิเคราะห์ต่อ ซึ่งมีประโยชน์ 2 อย่างหลักๆ
      • กระบวนการคิดเบื้องหลัง(Background process) แม้ไม่ได้อยู่กับกิจกรรมนั้นๆ - การที่เราโฟกัสในเนื้อหาเดียวตลอดวัน สมองจะสามารถจดจำบริบทได้ชัดเจน และนำมาขบคิด หรือ เชื่อมโยงข้อมูลเบื้องหลังเงียบๆ ขณะทำกิจกรรมอื่นๆที่สมองว่าง และอาจตกผลึกความคิดดีๆขึ้นมาได้
      • ดำดิ่ง ลึกซึ้ง(Deep dive, deep focus) - การมีเวลามากพอ มีเวลาคิดทั้งวัน ทำให้สามารถทำความเข้าใจได้อย่างดำดิ่งและลึกซึ้งกว่า หากเทียบกับ ตารางยิบย่อย หรือการสลับเปลี่ยนเนื้อหาไปเรื่อยๆ(เช่น ทุก 2 ชม.) ที่ความคิดยังไม่ทันจะตกผลึกก็ต้องเปลี่ยนเนื้อหาแล้ว
      • ไม่ต้องกังวลเรื่อง distraction เพราะ การกลับมาโฟกัสกับสิ่งเดียวในเวลาที่ว่าง คือ เป็นลักษณะเดียวกับการ distraction ด้วยตัวมันเอง เช่น อย่างเวลาเราสนใจ hobby บางอย่าง พอมีเวลาว่าเมื่อไหร่ เราก็จะเอาเวลามาสืบค้นหาข้อมูล เป็นต้น การกลับมาโฟกัสกับสิ่งๆเดียวทุกครั้งในเวลาที่ว่าง ก็เป็นลักษณะเช่นเดียวกัน
    2. ไม่มีการหักมุมทางความคิด (No context switching) - ไม่สลับเนื้อหาไปมาทำให้สมองไม่ต้องเปลี่ยนบริบทกระทันหัน สามารถทบต้นของการโฟกัสให้เข้มข้น และความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น ตามระยะเวลาที่อ่าน ได้มากกว่าการสลับเนื้อหาไปเรื่อยๆ
    3. การรู้จำรูปแบบและจับเคล็ดวิชา (Pattern Recognition) - การที่สมองมีเวลาอยู่กับกิจกรรมหนึ่งๆตลอดวัน จะมีเวลาให้สมองสามารถสังเกตเห็นรูปแบบและโครงสร้างของข้อมูลได้ชัดเจน และ จะกระตุ้นการสร้างโครงข่ายประสาท(Neuroplasicity) เพื่อรับมือกับกิจกรรมนั้นๆได้ดีกว่า ทำให้จับเคล็ดวิชา หรือเกิดเป็นทักษะในการรับมือกับกิจกรรมนั้นๆได้เร็วกว่า
    4. พื้นที่แห่งการลองผิดลองถูก (Freedom to Experiment) - การที่มีเวลามากกว่า ทำให้สามารถลองผิดลองถูกในวิธีการได้หลากหลายกว่า จนมีโอกาสได้พบวิธีการที่ทำแล้วที่ได้ผลดีที่สุด ต่างจากการที่มีเวลาจำกัด ที่เราจะต้องทำด้วยความเร่งรีบ ไม่กล้าเสี่ยงเอาเวลาไปลองผิดลองถูก
      • เช่น หากเป็นการอ่านหนังสือ ถ้าเรามีเวลาต่อเนื่องทั้งวัน
        • เริ่มแรก เราอาจจะไปทวนของเก่าเล็กน้อย(space repetition) ช่วย warm-up สมอง และ ช่วยให้จำได้ดี
        • หลังจากนั้นก็ อ่านเพื่อความสนุก(Flow state) ในเวลาส่วนใหญ่
        • ทำสรุปแบบ active recall ในตอนท้าย เป็นต้น
      • ซึ่งถ้าจำกัดเวลา 2 ชม. จะไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้โดยถนัดได้เลย
    5. เรียบง่าย(Simplicity) แต่ได้ประสิทธิภาพ - ดีกว่าการทำหลายๆอย่างสลับกันไป ที่ค่อนข้างวุ่นวาย และเมื่อนับจำนวนวันเท่ากัน การทำวันละอย่างเดียว แม้จะสลับเนื้อหาไปวันละอย่าง(เช่น 5 อย่าง ก็หมุนสลับจนครบ 5 วัน) จะให้ผลดีกว่าการทำวันเดียวเฉลี่ยกันหลายๆอย่าง(เช่น วันละ 5 อย่างเฉลี่ยกัน) ทั้งในแง่ปริมาณงาน ความลึกซึ้ง ความจำ
  • ทั้งนี้ หากในวันนั้น เวลาถูกเบียดบังด้วยภาระหน้าที่ จนทำกิจกรรมหลักไม่เต็มที่ อาจทดเวลาทำต่อตอนเย็นในช่วงท้ายของวันได้ แต่อาจต้องเคลียร์เรื่องจุกจิก "ที่สำคัญ" ให้เสร็จสิ้นก่อน ตามกำหนด และข้ามเรื่องจุกจิกไม่สำคัญที่เหลือออกไปก่อน
    • หรือหากเอาเวลาไปเล่นพักผ่อนในตอนเช้า(ซึ่งตามกำหนดควรจะเป็น20%ท้าย) ก็จะทดเวลากิจกรรมหลักเข้ามาในช่วง 20% หลังด้วย เพราะ หลักๆคือ ต้องการให้สมองได้ออกกำลัง เจอกับความหนักอย่างเหมาะสมในทุกวัน เพื่อให้เกิดการพัฒนา ถ้าเล่นตอนเช้าแล้วยังเล่นตอนเย็นได้อีก ก็จะเคยตัวและไม่พัฒนา
  • แต่ในท้ายที่สุด หากจบวันแล้ว ก็จะถือว่าสิ้นสุดกิจกรรมหลักในวันนั้น และวันต่อมาก็เปลี่ยนกิจกรรมหลักใหม่ตามคิววนต่อไป ไม่มีการทำกิจกรรมเดิมมาทำซ้ำนอกวันในตาราง

20% ~ 3-4 ชม. ทำเรื่องจุกจิกต่างๆ

  • เรื่องจุกจิก(รวมเวลาพักผ่อน) ให้เวลามันเพียง 20% ของวัน ก็พอแล้ว และจะเป็นการบีบให้เราทำเรื่องจุกจิกที่ "สำคัญ" จริงๆ เท่านั้น ถ้าให้เวลามากกว่านี้ สมองจะสามารถเอาเรื่องจุกจิกอื่นๆ มาเพิ่มได้อัตโนมัติ แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์กับชีวิตอย่างแท้จริงมากขึ้นแต่อย่างใด และเสียเวลาไปเปล่าๆ
  • กิจกรรมจุกจิก(แต่สำคัญ) มี 2 อย่าง
    1. จุกจิกที่ช่วยเพิ่มพลัง เช่น ออกกำลังกาย(เพื่อกระตุ้นสมองและได้ BDNF), กินอาหารที่มีประโยชน์, นั่งสมาธิ, warm up กล้ามเนื้อตา(ทำ pencil push up), warm up สมอง(อ่านพระไตรปิฎก) เป็นต้น ให้ทำตอนเช้าหลังตื่น โดยสามารถทำก่อนการเริ่มกิจกรรมหลัก 80% ได้ เพราะ เป็นการเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนการใช้ชีวิตจริง เหมือนนักกีฬาระดับโลก(Elite) ที่ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด(ร่างทอง) ก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งในชีวิตจริงเลย จริงไหม?!)
    2. จุกจิกที่ทำให้เสียพลัง หรือสมาธิ เช่น บันทึก log, จัดการ to-do list, trade, บันทึกประจำวัน, กิจกรรมบันเทิง, hobby อื่นๆ เป็นต้น ให้ทำตอนก่อนนอน เพื่อเป็นการจัดการชีวิตทั้งวันให้เรียบร้อย และเตรียมการสำหรับวันรุ่งขึ้น
    • ทั้งสองอย่าง ให้แบ่งเวลาตามความเหมาะสม แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินจากช่วง 3-4 ชม(20% ของวัน) และ ไม่ควรมีการนำไปแทรกในช่วงเวลาหลัก 80% โดยไม่จำเป็น และมีเพียงกิจกรรมจุกจิก"ที่ช่วยเพิ่มพลัง" ที่สามารถนำไปทำก่อนหรือแทรกในระหว่างช่วงเวลาหลัก 80% ได้
  • เวลาสำหรับทำเรื่องจุกจิก อาจจัดคิวทำวันละอย่างก็ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะงานอดิเรก เพราะ
    • หลักการเดียวกับการทำวันละอย่างเดียว ไม่ทำสลับหลายอย่าง จะพัฒนาทักษะได้ดีกว่า(ที่อธิบายไปในหัวข้อกิจกรรมหลัก 80% ข้างต้น)
    • บางทีการทำหลายอย่าง จะเสียเวลาตระเตรียมสำหรับเริ่มกิจกรรมใหม่ ทำให้ใช้เวลาไม่มีประสิทธิภาพ และคุณภาพกิจกรรมนั้นๆลดลง นอกจากนี้บางกิจกรรมอาจทำจนเลยเวลา(โดยเฉพาะกิจกรรมเพื่อความบันเทิงเพลิดเพลิน) ทำให้ไม่มีโอกาสได้ทำกิจกรรมอื่นที่ก็สำคัญไม่แพ้กัน
    • เช่น ดูภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ,​ ฝึกร้องเพลงอังกฤษและเล่นเปียโน, อ่านข่าว Reuters, อ่านข่าว Nature, เคลียร์​ to-do lists, อ่านนิยายอังกฤษ,​ ดู Anime, อ่านการ์ตูน Manga, Photography(ฝึกถ่ายรูป) เป็นต้น
🛠️ The First Draft (20% Raw Concept)

draft

โดยที่หยุดเวลาแล้วมาทำต่ออีกวันไม่ได้ ทั้งๆที่ถ้าไม่ทำกิจกรรมสำคัญอื่นๆเลย ระบบชีวิตก็อาจจะพังได้เหมือนกัน 2026-08-01 11:50

  • ใช้การ warm up สมองก่อนเข้าสู่การอ่านหนังสือ ด้วยการอ่านทวนเนื้อหาของครั้งก่อน ใน1-2 ชม.แรก น่าจะดีกว่าอ่านพระไตรปิฎก ตรงที่

    • ไม่มี context switching ซึ่งจะอันตรายตอน gap ที่กำลังเปลี่ยนเนื้อหา เพราะ อาจหนีไปเล่นสิ่งบันเทิงและสมาธิหลุดได้ หรือบางทีก็พะวงว่า เราวอร์มพอหรือยังนะ แต่ถ้าอ่านทวนเนื้อหาเดิมของครั้งก่อน จนไปถึงเนื้อหาใหม่ แล้วอ่านไหลลื่น ก็คงไม่ต้องสงสัยแล้วว่าเราวอร์มพอหรือยัง
    • นอกจากนี้จะใช้สมองซ้ำซ้อน เพราะ สุดท้ายก่อนเข้ากิจกรรมหลักก็ต้องอ่านทวนของเก่าเล็กน้อยเพื่อต่อเนื้อหาอยู่แล้ว
    • การวอร์มด้วยการทวนเนื้อหาของครั้งก่อน จะเป็นการจุดชนวนประสาทส่วนที่ต้องใช้งานอย่างพอดิบพอดี และทำให้การอ่านต่อไหลลื่นที่สุด
  • กรณีมีกิจกรรมจุกจิก ที่สำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นต้องทำตอนเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมอง มีสมาธิหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็สามารถทำได้และควรทำอย่างยิ่ง แต่ให้นำมาลบออกจากโควต้าเวลา 20% แล้วที่เหลือ คือเวลาสำหรับทำเรื่องจุกจิกที่สำคัญในตอนเย็น

    • ตัวอย่าง ตั้งแต่ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึง การบริหารกล้ามเนื้อตา(Pencil push up 20 ครั้ง) เพื่อ warm up กล้ามเนื้อตา และ อ่านพระไตรปิฎก 30 นาที เพื่อ warm up สมอง เป็นต้น
    • กระบวนการเหล่านี้ไม่ต่างจากนักกีฬาระดับโลก ที่ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด(ร่างทอง) ก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งเลยจริงไหม?!)
    • แต่ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนกิจกรรมหลัก อย่าทำทับซ้อนแทรกกัน เมื่อทำครบจนสมองพร้อมแล้ว ก็ทำกิจกรรมหลักต่อยาวๆได้เลย
  • ?ตอนเย็น อาจทำกิจกรรมจุกจิกวันละอย่าง ไม่ทำหลายๆอย่าง ก็น่าจะดีเหมือนกัน เพราะ เหมือนถ้าอัดหลายๆอย่างในช่วงเวลาที่เหลือ สมองจะมึนคิดอะไรไม่ออกในช่วงเวลาท้าย(ได้แต่นั่งเอ๋อจนถึงเวลานอน) เพราะ สมองจะต้องเสียพลังงานมากไปกับการดึงข้อมูลในหัวออกมาขณะเริ่มกิจกรรมใหม่(AI: Context Loading & Working Memory Retrieval) ถ้ามีหลายกิจกรรมยิบย่อยเรียงกัน สมองก็จะต้องเสียพลังตรงนี้ไปมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะลดลง และหมดแรงก่อนถึงเวลานอน2026-07-18 12:05

  • เราสามารถอ่านหนังสือตอนกินอาหารได้ โดยอาหารต้องไม่ถูกปรุงแต่งรสชาติมากเกินไปจนดึงสมาธิ วิธีการกินที่ซับซ้อนไม่เกี่ยว(เช่น แกะเปลือกไข่) แต่รสชาติอาหารที่ปรุงแต่งจัดๆ ฟินๆ(กระทั่งแม็กกี้ที่เหยาะไข่) จนส่งผลให้เกิด dopamine spike และ ดึงพลังสมาธิและ will power ไม่ต่างจากการเสพสิ่งบันเทิงทางตา หู2026-07-17 07:04

    • อาหารรสธรรมชาติ เป็นอาหารที่ไม่หวือหวา แต่กินได้เรื่อยๆ และพอชินแล้ว จะไม่อยากกลับไปกินอาหารปรุงแต่งจัดๆอีก เพราะมัน "ไม่อร่อย"
    • ทั้งนี้เกลือหรือซีอิ๊วที่ไม่มีชูรสกินได้นะ แต่อย่างพวกซอสปรุงรสที่มีน้ำตาลทรายและชูรส(MSG)ผสมอย่างเข้มข้น กินไม่ได้
  • อาจใช้การอ่านเนื้อหาเก่า เป็นการ warm up น่าจะดีกว่า อ่าน Tripitaka(ที่น่าจะเหมาะกับไว้อ่านก่อนนอน) 2026-07-13 15:38

    • หลายๆครั้ง การอ่านเพียงรอบเดียว อาจมีเนื้อาหบางส่วนที่ตกหล่น การอ่านแบบ overlapping ในแต่ละหัวข้อ ก็น่าสนใจนะ จะทำให้ทุกเนื้อหามีการอ่านเพื่อเก็บรายละเอียดซ้ำ 2 ครั้ง แต่ต้องไม่ลืม ทำสรุปแบบ active recall ในตอนท้ายของการอ่าน 2026-07-14 12:09
  • กรณีมีกิจกรรมสำคัญอื่นๆที่ต้องทำตอนเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมอง มีสมาธิหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็สามารถทำได้และควรทำอย่างยิ่ง

    • ตัวอย่าง ตั้งแต่ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึง การบริหารกล้ามเนื้อตา(Pencil push up 20 ครั้ง) เพื่อ warm up กล้ามเนื้อตา และ อ่านพระไตรปิฎก 30 นาที เพื่อ warm up สมอง เป็นต้น
    • กระบวนการเหล่านี้ไม่ต่างจากนักกีฬาระดับโลก ที่ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด(ร่างทอง) ก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งเลยจริงไหม?!)
    • แต่ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนกิจกรรมหลัก อย่าทำทับซ้อนแทรกกัน เมื่อทำครบจนสมองพร้อมแล้ว ก็ทำกิจกรรมหลักต่อยาวๆได้เลย

โดยส่วนตัว หาวิธีจัดตารางเวลาให้ วิธีคือ ถ้าเรานอน 7 ชม ก็จะมีเวลาตื่น 17 ชม เวลา 14 ชมแรกของวัน ให้มุ่งทำสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว จะสามารถโฟกัส และได้ผลงานที่ดีเยี่ยมที่สุด และเวลา 3 ชม ท้ายสุดของวัน ใช้ในการจัดการเรื่องจุกจิก

แต่ไม่ใช่ว่าช่วงเวลา 80% แรก เราจะทำอย่างอื่นเลยไม่ได้นะ เพียงแต่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราตั้งใจไว้เป็นหลัก พอว่างจากกิจกรรมอื่น ก็จะมาทำสิ่งที่เราตั้งใจไว้

not work

2026-07-18 12:06 อ่านพระไตรปิฎกแล้วสมาธิไม่เกิดอย่างที่หวัง ก็เลยลากยาวจนหมดครึ่งเช้า ตื่นมาก็ตั้งใจอ่านเพียงอย่างเดียวไปเลยดีกว่า ให้สมองค่อยๆปรับเข้ากับเนื้อหาเอง 5-10 นาทีก็ได้แล้ว

  • เพิ่มเติม

    • กรณีมีกิจกรรมสำคัญอื่นๆที่ต้องทำตอนเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้สมอง มีสมาธิหรือทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็สามารถทำได้และควรทำอย่างยิ่ง
      • ตัวอย่าง ตั้งแต่ ออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นสมอง นั่งสมาธิ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึง การบริหารกล้ามเนื้อตา(Pencil push up 20 ครั้ง) เพื่อ warm up กล้ามเนื้อตา เป็นต้น
      • กระบวนการเหล่านี้ไม่ต่างจากนักกีฬาระดับโลก ที่ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกาย สมอง โภชนาการ สมาธิ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ให้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุดก่อนการลงแข่ง(คงจะไม่ตื่นมาแล้วไปลงแข่งเลยจริงไหม?!)
      • แต่ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนกิจกรรมหลัก อย่าทำทับซ้อนแทรกกัน เมื่อทำครบจนสมองพร้อมแล้ว ก็ทำกิจกรรมหลักต่อยาวๆได้เลย
  • จริงๆเรายังคงรู้สีกว่าการอ่านพระไตรปิฏก เป็นการ วอร์มอัพสมองที่ดีที่สุด แต่ปัญหาคือ อ่านตอนกินข้าวไม่ค่อยสะดวก ถ้าจะจับเวลา 30 นาที เพราะ ต้องจัดการอาหารตรงหน้าที่มีวิธีกินซับซ้อน(เช่นแกะเปลือกไข่) ก็จะไม่ได้อ่านไปนาน แล้วจะกดหยุดเวลาก็มือเลอะ คิดว่าจะอ่านจนกว่าจะอิ่มตัว ถ้าสมองบอกว่าพออแล้ว พร้อมแล้ว หรือ เนื้อหาเริ่มไม่เข้าหัว ก็จะหยุด

2026-07-23 13:12 รู้สึกแหม่งๆ เพราะ เหมือนเวลาตอนเช้า ที่สมองดีๆ ไม่ควรเอามาทำเรื่องจุกจิกแฮะ เหมือนเอาสมองที่ใส พร้อมพัฒนา ไปเสพขยะ สิ่งบันเทิงทางออนไลน์

  • อาจนำเรื่องจุกจิก 20% มาทำในเวลาช่วงต้นของวัน แล้วตัดจบในเวลาที่กำหนด(เช่น 3 ชม.) แล้วหลังจากนั้นก็ทำเรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียวในเวลาที่เหลือ 80% จนถึงเวลานอน ก็นับว่าดีเหมือนกัน เพราะ จะโฟกัสกับเรื่องสำคัญได้ดีมาก เพราะ เคลียร์เรื่องจุกจิกไปหมดแล้ว
    • ข้อดี
      • ต่อให้ตื่นสาย ก็กระทบแค่ช่วงเวลาจุกจิก20% ไม่กระทบช่วงเวลาโฟกัสกับสิ่งสำคัญ
      • เวลาเช้าจะควบคุมตัวเองทำได้ดีกว่าในหลายปัจจัย ทั้งสมองส่วนหน้ายังไม่ล้า ควบคุมตัวเองได้ดี รวมถึงมีกิจกรรมภาคบังคับอื่นๆที่เป็นตัวตัดหมดเวลา(เช่น ต้องออกไปทำงาน กินอาหารเสร็จ ฯลฯ) หากเป็นเวลาเย็น มักให้ความรู้สึกของการเป็นเวลาส่วนตัว(private time) และมีแนวโน้มที่จะทำจนเลยเวลาได้ โดยเฉพาะหากในเรื่องจุกจิก มีรายการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความบันเทิงด้วย
      • การโฟกัสในสิ่งสำคัญที่เหลือระหว่างวัน ทำได้แบบไม่มีเรื่องจุกจิกมากวนใจ เพราะ เคลียร์ไปก่อนแล้วในช่วงต้นของวัน และสามารถโฟกัสในสิ่งๆเดียวที่เหลือได้ดีกว่ามาก
    • ข้อเสีย
      • หากทำสิ่งบันเทิงในตอนเช้า อาจส่งผลต่อ dopamine ในสมอง และ ในช่วงเวลาสำหรับโฟกัสสิ่งสำคัญ อาจยังหวนไปนึกถึงสิ่งบันเทิง เป็นตะกอนสมาธิได้ แต่หากเทียบกับการไม่มีเรื่องจุกจิกมากวนใจ ที่อาจกินหน่วยความจำในสมองได้มากกว่าแล้ว ก็นับว่าคุ้มค่ากว่า
    • ข้อควรรู้
      • สิ่งบันเทิง คือตัวปัญหา ไม่ว่าจะไว้ตอนเช้า หรือตอนเย็น ก็มีปัญหาเสมอ
        • ตอนเช้า สร้างปัญหาชัดแจ้ง คือ ผลต่อระดับ dopamine และ เกิดตะกอนสมาธิ ทำให้โฟกัสทื่อลงตลอดวัน
        • ตอนเย็น ก่อปัญหาซ่อนเร้น คือ การทำสิ่งบันเทิงในตอนเย็น ที่มักเป็นเวลาส่วนตัว(Private time) มักจะทำจนเลยเวลานอน และส่งผลกระทบอย่างลับๆต่อวันถัดไป และชีวิตระยะยาว
          • บางทีเราอาจจะคิดว่า เราอาจสามารถคุมเวลาเล่นได้ แต่โดยปกติ ตอนเย็นหลังทำงานใช้สมองเหนื่อยๆมา will power จากสมองส่วนหน้า มักจะใกล้หมดลงแล้ว และมักจะเสี่ยงคุมตัวเองไม่ได้อยู่ดี(ซึ่งแก้ไขไม่มีทางสำเร็จ)
log

2026-07-24 12:55

  • ตั้งแต่ที่เปลี่ยนมาอ่านหนังสือแบบ day by day rotation ประมาณ 1 สัปดาห์(โฟกัสกับการอ่านอย่างเดียวทั้งวัน) ไม่ใช่ 2hr block rotation(ที่อ่านวนหลายๆอย่าง) เหมือนสมองถูกเคี่ยวกรำในด้านการอ่านอย่างเข้มข้น ทำให้มีการพัฒนาทักษะการอ่าน และ การคิดอย่างก้าวกระโดดเลยแฮะ (ตามความรู้สึก คือ day by day rotation จะอ่านหนังสืออย่างจริงจังมากขึ้น ส่วน 2hr block rotation เหมือนเด็กเล่นขายของ)
    • อ่านอย่างเดียวทั้งวัน เป็นการกระตุ้นสมองให้โฟกัสได้ดีกว่า การอ่านวนอย่างละ 2 ชม. และ เห็นความเปลี่ยนแปลงใน 1 สัปดาห์
    • อ่านได้อย่างตีแตก ในเนื้อหาที่เคยอ่านไม่ได้เลย เมื่อสัปดาห์ก่อน เหมือนทักษะ pattern recognition ถูกพัฒนาขึ้น จากการโฟกัสเพียงวันละอย่างตลอดวัน ถ้าพิจารณาวันละหลายๆอย่าง(2hr block rotation) สมองจะไม่สามารถจับ pattern ได้ดี ว่าจะต้องพัฒนาตรงไหน
    • 2hr block rotation ไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีเท่านี้มาก่อน - > สรุปว่า day-by-day rotation น่าจะค่อนข้างดีกว่า?
      • แต่ช่วงที่ผ่านมาค่า HRV ก็อยู่ใน range สูงทุกวัน(60+) เป็นอีกปัจจัยเกื้อหนุน ให้พัฒนาได้เร็วขึ้น แต่ปัจจัยหลักยังคงเป็น day-by-day rotation 2026-07-18 15:34
  • วันนี้อ่านหนังสือไม่ได้เลยทั้งวัน ไหลไปเรื่อย ตั้งสมาธิไม่ได้ อ่านแป๊บเดียวก็หลุด ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราระบบอ่านวันละอย่าง ให้อิสระมากเกินไป มันทำให้ขาดแรงจูงใจหรือไม่ แต่จริงๆส่วนหนึ่งคือออกกำลังกายหนักมากมาเมื่อเช้า คือ 4x4 เลยอาจทำให้เกิด CNS fatigue
    • พรุ่งนี้วิ่ง zone2 แล้วดูอีกทีว่าสมาธิในการอ่านจะกลับมาไหม